ข้อควรระวังก่อนยื่นคำขอใบอนุญาตทนายความตาม พ.ร.บ. ทนายความ 2528
พระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 กำหนดใครเป็นทนายความได้บ้าง
คนไทยจำนวนมากที่สนใจงานกฎหมายมักค้นหาคำว่า พระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 หรือ有時候เขียนเป็น พ.ร.บ.ทนายความ ๒๕๒๘ เพราะเป็นกฎหมายแม่บทที่วางโครงสร้างวิชาชีพทนายความทั้งระบบ ตั้งแต่คุณสมบัติของผู้ขอใบอนุญาต หน้าที่ต่อศาลและลูกความ ไปจนถึงวินัยและการลงโทษผู้กระทำผิดจรรยาบรรณ กฎหมายฉบับนี้ผ่านการแก้ไขมาหลายครั้ง แต่หลักการสำคัญยังคงเดิม คือผู้ที่จะว่าความในศาลได้ต้องได้รับใบอนุญาตจากสภาทนายความเท่านั้น
มาตรา 25 วางคุณสมบัติพื้นฐานไว้ชัดเจน ผู้ขอต้องมีสัญชาติไทย อายุครบ 20 ปี บริสุทธิ์จากโทษจำคุกในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์หรือความผิดที่แสดงถึงความไม่น่าเชื่อถือ ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย และไม่เป็นผู้ต้องห้ามตามมาตรา 27 ซึ่งครอบคลุมข้าราชการที่ต้องห้ามมิให้เป็นทนายความ รวมถึงผู้มีโรคติดต่อร้ายแรงที่ระบุไว้ในกฎกระทรวง นอกจากนี้ยังต้องผ่านการทดสอบความรู้ทางกฎหมายตามหลักสูตรที่สภาทนายความกำหนด
จุดที่คนมักเข้าใจผิดคือ คิดว่าจบปริญญาตรีนิติศาสตร์แล้วเป็นทนายความได้ทันที ความจริงแล้วต้องผ่านสามด่านต่อเนื่องกัน คือการสอบความรู้ การฝึกงานในสำนักงานทนายความไม่น้อยกว่า 6 เดือน และการสอบไล่ใบอนุญาตว่าความ ขั้นตอนสุดท้ายนี้เองที่คัดกรองผู้ที่ไม่มีทักษะปฏิบัติจริงออกไปจำนวนมาก
ขั้นตอนขอใบอนุญาตว่าความและค่าใช้จ่ายที่ต้องเตรียม
ตั้งแต่สมัครสอบจนรับใบอนุญาต
ผู้ที่จบชั้นปริญญาตรีสาขานิติศาสตร์หรือเทียบเท่าสามารถยื่นสมัครสอบความรู้เพื่อขอเป็นความได้ที่สำนักงานสภาทนายความ ถนนรัชดาภิเษก หรือผ่านช่องทางออนไลน์ของสภาฯ ค่าสมัครสอบอยู่ราว 800–1,200 บาท แตกต่างกันตามรุ่นและประเภทผู้เข้าสอบ ผู้สอบผ่านจะได้รับหนังสือรับรองให้เข้าฝึกงานกับอาจารย์ทนายความที่มีใบอนุญาตมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี
การฝึกงานภาคบังคับใช้เวลา 6 เดือน เต็มเวลาในสำนักงานที่ได้รับความเห็นชอบ ผู้ฝึกงานต้องทำงานจริง เช่น ร่างคำฟ้อง เตรียมพยาน และติดตามสำนวนที่ศาล เมื่อครบกำหนดอาจารย์ผู้ควบคุมลงนามรับรองแล้วจึงยื่นขอเข้าสอบไล่ใบอนุญาตว่าความ ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตครั้งแรกอยู่ที่ประมาณ 2,000 บาท ค่าประกันภัยวิชาชีพอีกส่วนหนึ่ง และค่าเบี้ยรายปีที่ต้องชำระต่อเนื่องทุกปี
สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือการตรวจประวัติอาชญากรรมและสุขภาพ ผู้ที่มีประวัติคดีอาญาแม้จะถูกปรับเพียงเล็กน้อยในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ อาจถูกพิจารณาว่าเป็นผู้ขาดคุณสมบัติตามมาตรา 25(3) ซึ่งต้องยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการในภายหลังและใช้เวลานานหลายเดือน
ใบอนุญาตทนายความกับงานในสายอาชีพอื่น
หลายคนที่สอบผ่านและได้รับใบอนุญาตแล้วเลือกทำงานในฝ่ายกฎหมายของบริษัท ไม่ได้เปิดสำนักงานเอง การเป็นทนายความที่ขึ้นทะเบียนยังคงต้องรักษาสถานะให้ถูกต้อง คือชำระค่าเบี้ยรายปี ผ่านการอบรมจรรยาบรรณตามที่สภาฯ กำหนด และแจ้งการย้ายสังกัดเมื่อเปลี่ยนสำนักงาน หากปล่อยให้ขาดต่อเนื่องเกินกำหนด ใบอนุญาตอาจถูกเพิกถอนและต้องเริ่มกระบวนการขอใหม่
อีกกลุ่มคือทนายความที่ถูกเกณฑ์เป็นทหารหรือต้องเข้ารับราชการทหารตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร ซึ่งมีผลต่อการนับเวลาฝึกงานและสถานะใบอนุญาต ผู้ที่อยู่ในกรณีนี้ควรยื่นหนังสือชี้แจงต่อสภาทนายความล่วงหน้า ไม่ใช่ปล่อยให้เวลาฝึกงานขาดตอนแล้วค่อยมาแก้ทีหลัง
สำหรับผู้ที่ดูตัวอย่างการทำงานของทนายความจากภาพยนตร์อย่าง Law Abiding Citizen แล้วเกิดแรงบันดาลใจ ควรเข้าใจว่าความจริงของวิชาชีพนี้อยู่ที่การเตรียมสำนวนและความรับผิดชอบต่อจรรยาบรรณมากกว่าฉากในห้องพิจารณาคดี การเป็นทนายความที่ดีจึงเริ่มจากการรู้กฎหมายวิชาชีพของตัวเองอย่างละเอียด
สภาทนายความกับบทลงโทษเมื่อทำผิดจรรยาบรรณ
พระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 ให้อำนาจสภาทนายความในการสอบสวนและลงโทษสมาชิกที่ถูกร้องเรียน โทษมีตั้งแต่ภาคทัณฑ์ ตักเตือน พักใช้ใบอนุญาตไม่เกิน 3 ปี ไปจนถึงการเพิกถอนใบอนุญาต กรณีที่พบบ่อยคือการทิ้งคดีโดยไม่แจ้งลูกความ การเรียกเก็บเงินเกินกว่าที่ตกลง หรือการปกปิดผลประโยชน์ทับซ้อนกับคู่ความอีกฝ่าย
ก่อนยื่นคำร้องต่อสภาฯ ผู้เสียหายควรรวบรวมหลักฐานให้ครบ ทั้งสัญญาจ้าง ใบเสร็จค่าทนาย และบันทึกการติดต่อ เพราะคณะอนุกรรมการจรรยาบรรณจะพิจารณาจากเอกสารเป็นหลัก กระบวนการสอบสวนใช้เวลาราว 3–6 เดือน และคู่กรณีมีสิทธิ์ชี้แจงก่อนมีคำวินิจฉัย
อีกด้านหนึ่ง ผู้ที่กำลังเลือกทนายความควรตรวจสอบเลขใบอนุญาตกับทะเบียนของสภาทนายความก่อนมอบสำนวนให้ เพราะมีกรณีบุคคลที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนรับว่าความและเรียกค่าตอบแทนสูง การตรวจสอบใช้เวลาไม่กี่นาทีแต่ป้องกันความเสียหายที่แก้ไขยากได้มาก
