ค่าทนายความคดีอาญาในประเทศไทย เตรียมตัวและเจรจาอย่างไร
ค่าทนายความคดีอาญาไม่ได้คิดแบบเหมารวมทุกสำนวน
คนส่วนใหญ่ที่โทรมาถามสำนักงานทนายความมักเริ่มด้วยคำถามเดียวว่า “คดีแบบนี้คิดเท่าไหร่” แต่ในทางปฏิบัติ การคิดค่าจ้างคดีอาญาขึ้นอยู่กับสามตัวแปรหลัก คือ ชั้นศาลที่ต้องว่าความ ความซับซ้อนของพยานหลักฐาน และระยะเวลาที่คดีจะยืดเยื้อ คดีลักทรัพย์ทั่วไปในศาลชั้นต้นอาจจบในนัดเดียว ขณะที่คดีฉ้อโกงที่เกี่ยวข้องกับหลายสิบผู้เสียหายอาจต้องไต่สวนหลายนัด ใช้เวลาหนึ่งถึงสองปี
ทนายความบางท่านคิดค่าจ้างแบบเหมาจ่ายตลอดคดี บางท่านคิดแยกเป็นรายชั้นศาล คือ ชั้นต้น ชั้นอุทธรณ์ และชั้นฎีกา การเข้าใจโครงสร้างนี้ก่อนเจรจาจะช่วยให้เทียบราคาได้อย่างเป็นธรรม เพราะราคาที่ถูกที่สุดในนัดแรกอาจกลายเป็นราคาแพงที่สุดเมื่อรวมค่าความในชั้นอุทธรณ์เข้าไป
ช่วงราคาที่พบได้จริงในแต่ละชั้นศาล
สำหรับคดีอาญาทั่วไปที่ไม่ได้มีความซับซ้อนมาก ค่าจ้างว่าความในศาลชั้นต้นมักอยู่ระหว่าง 30,000 ถึง 80,000 บาทต่อสำนวน คดีที่มีอัตราโทษสูง เช่น คดียาเสพติดปริมาณมากหรือคดีฆ่าคนตาย มักเริ่มต้นที่ 100,000 บาทขึ้นไป และอาจสูงถึงหลายแสนบาทหากต้องต่อสู้ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องด้วย
ชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกามักคิดแยก ค่าจ้างชั้นอุทธรณ์อยู่ราว 30,000 ถึง 100,000 บาท ส่วนชั้นฎีกาเริ่มตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป อย่าลืมถามด้วยว่าค่าจ้างนั้นรวมค่าเดินทาง ค่าถ่ายเอกสารสำนวน และค่าธรรมเนียมอื่น ๆ หรือไม่ เพราะค่าใช้จ่ายแฝงเหล่านี้สะสมได้มากในคดีที่ต้องไปศาลต่างจังหวัดหลายนัด
ค่าที่ปรึกษารายชั่วโมง versus ค่าจ้างเหมาสำนวน
บางกรณีลูกความยังไม่ถูกฟ้อง แต่ต้องการคำปรึกษาเพื่อวางแนวทางก่อนให้การกับพนักงานสอบสวน ในกรณีนี้จะคิดเป็นรายชั่วโมง ซึ่งโดยทั่วไปอยู่ที่ 2,000 ถึง 5,000 บาทต่อชั่วโมง การจ่ายค่าปรึกษาก่อนตัดสินใจจ้างเหมาสำนวนมักคุ้มกว่า เพราะได้ประเมินทั้งข้อเท็จจริงและน้ำหนักของทนายก่อนผูกพันด้วยสัญญา
ตรวจสอบใบอนุญาตก่อนเซ็นสัญญา
ทนายความที่ว่าความในศาลไทยต้องมีใบอนุญาตว่าความจากสภาทนายความ สามารถตรวจสอบเลขที่ใบอนุญาตได้ที่เว็บไซต์ของสภาทนายความ หรือสอบถามตรงที่เคาน์เตอร์ของศาลที่จะยื่นคำฟ้อง ผู้ที่ไม่มีใบอนุญาตแต่อ้างตัวว่าช่วยว่าความแทนได้ถือเป็นความผิด และลูกความอาจเสียทั้งเงินและเสียรูปคดี
นอกจากนี้ ควรขอให้ระบุในสัญญาจ้างว่าทนายคนใดจะเป็นผู้ว่าความหลัก เพราะบางสำนักงานใช้วิธีรับงานโดยทนายอาวุโส แต่ส่งทนายจบใหม่ไปขึ้นศาลแทน กรณีนี้ไม่ผิดกฎหมาย แต่ลูกความควรรู้ล่วงหน้าและควรระบุให้ชัดหากต้องการให้ทนายคนที่คุยด้วยเป็นผู้ดำเนินคดีเอง
ข้อที่ควรเจรจาและกับดักที่พบบ่อย
สัญญาจ้างว่าความที่ดีควรระบุขอบเขตงานชัดเจน จำนวนนัดที่คาดว่าจะต้องขึ้นศาล และเงื่อนไขการเพิ่มค่าจ้างหากคดีมีเหตุให้ต้องยื่นคำร้องเพิ่มเติม สิ่งที่ลูกความมักลืมถามคือ หากคดีจบเร็วกว่าที่คาด เช่น อัยการสั่งไม่ฟ้องตั้งแต่ต้น จะมีการคืนค่าจ้างบางส่วนหรือไม่ บางสำนักงานยินดีคืนร้อยละ 30 ถึง 50 ของค่าจ้างชั้นต้น แต่บางแห่งไม่คืนเลย
อีกจุดที่ต้องระวังคือการจ่ายเงินสดโดยไม่มีใบเสร็จ ควรขอใบเสร็จรับเงินทุกครั้งที่จ่าย และเก็บสำเนาสัญญาไว้หนึ่งชุด กรณีที่เกิดข้อพิพาทกับทนายความ ลูกความสามารถยื่นเรื่องต่อสภาทนายความได้ แต่จะทำได้ยากมากหากไม่มีหลักฐานการจ่ายเงิน
สุดท้าย คดีอาญาบางประเภทที่เกี่ยวกับภาษี เช่น คดีหลีกเลี่ยงภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร ต้องการทนายที่มีความรู้ด้านกฎหมายภาษีร่วมด้วย ไม่ใช่เพียงทนายความคดีอาญาทั่วไป การเลือกทนายที่เชี่ยวชาญตรงสายจะช่วยลดความเสี่ยงในการสู้คดีที่ต้องอาศัยการตีความทางเทคนิค
ตัวอย่างที่ช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้น
สมมติว่ามีผู้ถูกกล่าวหาว่าร่วมกันฉ้อโกงในจังหวัดชลบุรี ถูกฟ้องที่ศาลจังหวัดแห่งหนึ่ง ทนายความเสนอค่าจ้างชั้นต้น 60,000 บาท ไม่รวมค่าเดินทาง และเสนอชั้นอุทธรณ์อีก 50,000 บาท ลูกความจ่ายมัดจำ 20,000 บาทและผ่อนส่วนที่เหลือสองงวด ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่พบได้ทั่วไปในสำนักงานขนาดกลาง
เทียบกับอีกกรณีหนึ่ง ผู้ต้องหาถูกจับกุมในข้อหาพยายามฆ่า ทนายความเสนอ 150,000 บาทแบบเหมาจนถึงชั้นฎีกา ราคาสูงกว่า แต่ครอบคลุมทุกชั้นและรวมค่าประกันตัวในชั้นสอบสวนด้วย การเปรียบเทียบแบบนี้ต้องดูว่าสิ่งที่ได้มาคุ้มกับสิ่งที่เสียไปหรือไม่ ไม่ใช่ดูที่ตัวเลขเพียงอย่างเดียว
ไม่ว่าจะเลือกทนายท่านใด การจดบันทึกทุกครั้งที่คุย ขอสำเนาเอกสารทุกฉบับ และอ่านสัญญาจ้างให้ครบก่อนลงนาม คือสิ่งที่ช่วยปกป้องตัวเองได้ดีที่สุดในวันที่คดีมาถึงตัว
